อัครเทวดาราฟาแอล เป็นหนึ่งในเจ็ดของอัครเทวดาที่อยู่เฉพาะพระพักตร์พระเป็นเจ้า คำว่า "ราฟาแอล" มีความหมายว่า โอสถของพระเป็นเจ้า หรือพระเป็นเจ้าทรงรักษาให้หาย เรื่องราวของอัครเทวดาราฟาแอลนั้น เราพบได้ในหนังสือโทบิต ในฐานะที่ท่านเป็นเพื่อนร่วมทางของหนุ่มโทบิยาห์ และเป็นผู้ที่รักษาบิดาของเขาที่ตาบอดให้หาย ซึ่งแสดงถึงสภาพของมนุษย์ทุกคนที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บทั้งฝ่ายกาย และวิญญาณ ดังนั้นเมื่อเราได้ทูลวิงวอนต่อพระเป็นเจ้า พระองค์จะทรงรักษาให้หาย หรือให้โอสถรักษาเราให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บโดยเฉพาะฝ่ายวิญญาณทันทีเรื่องราวของอัครเทวดาราฟาแอลที่บันทึกไว้ในหนังสือโทบิตมีดังนี้คือ                                               

ครอบครัวของโทบิต(700ปีก่อนคริสตกาล)                                                           

ณ เมืองสะมาเรีย ในภาคกลางของประเทศอิสราเอล มีครอบครัวหนึ่งที่ซื่อสัตย์ต่อพระเป็นเจ้าและพระธรรมบัญญัติอย่างเคร่งครัดคือ ครอบครัวของโทบิต-ผู้บิดา อันนา-ผู้ภรรยา และโทบิยาห์-บุตรชาย

ในครั้งนั้นกองทัพของชาวอัสซีเรียได้ยกมาตีกรุงสะมาเรียแตก ชาวอิสราเอลรวมทั้งครอบครัวของโทบิตได้ถูกกวาดต้อนไปที่เมืองนีนะเวห์ ในประเทศอัสซีเรีย ชาวอิสราเองได้ถูกกษัตริย์อัสซีเรียนามว่าเซนาคริบ เบียดเบียนต่างๆนานา โดยเฉพาะด้านศาสนา ชนชาวอิสราเอลจำนวนมากได้ยินยอมนับถือศาสนาอื่น เหลือแต่ครอบครัวของโทบิตที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อพระเป็นเจ้า สมัยนั้นมีกฎห้ามฝังศพชาวอิสราเอลที่ถูกฆ่าตายแต่ให้ทิ้งไว้เป็นเหยื่อแร้งกา ผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษอย่างหนัก วันหนึ่งโทบิตได้ใช้ให้โทบิยาห์บุตรชายไปเชิญคนร่วมชาติที่ยากจนคนหนึ่งมาร่วมรับประทานอาหาร เมื่อโทบิยาห์กลับมาได้แจ้งให้บิดาทราบว่าพี่น้องร่วมชาติคนหนึ่งถูกฆ่าตาย ศพทิ้งไว้อยู่กลางตลาด โทบิตได้ยินดังนั้นก็หยุดรับประทานอาหารทันที และรีบวิ่งไปแบกศพที่ตลาดมาซ่อนไว้ที่บ้าน พอตะวันตกดินก็ขุดหลุมฝังศพนั้นโดยไม่กลัวว่าตำรวจจะมาจับไปลงโทษ

ค่ำวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว โทบิตจึงออกไปนอนที่ลานบ้าน ที่นั่นมีโพรงนกกระจอกอยู่หลายตัว บังเอิญมูลนกตกลงมาเข้าตาของโทบิตทำให้ตามีเยื่อขาวขึ้น โทบิตไปหาแพทย์รักษาแต่ไม่ได้ผล ตาของโทบิตจึงบอดสนิทมองไม่เห็นอะไรเลย ข่าวที่โทบิตทำผิดกฎหมายโดยฝังศพคนตายนั้นได้ทราบถึงพระมหากษัตริย์ พระองค์จึงมีรับสั่งให้ตำรวจไปยึดทรัพย์ของโทบิตจนหมด ครอบครัวของโทบิตจึงยากจนลง ดังนั้นนางอันนาจึงต้องรับจ้างทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว วันหนึ่งนางอันนาได้นำเอาผ้าที่เศรษฐีผู้หนึ่งสั่งทอไปส่ง เศรษฐีสงสารได้ให้ลูกแพะมาตัวหนึ่ง โทบิตได้ยินเสียงลูกแพะร้องก็คิดว่านางอันนาไปขโมยเขามา จึงบอกให้นางอันนานำไปคืนเจ้าของเสีย นางอันนาได้โต้แย้งแต่โทบิตไม่ยอมเชื่อ ที่สุดนางอันนาจึงตอบประชดว่า "ทานที่ท่านทำอยู่ไหน? ใครๆก็รู้กันว่าการทำดีของท่านได้ผลตอบแทนอย่างไร จนก็จน ตาก็บอด" โทบิตได้ฟังแล้วรู้สึกระทมทุกข์ แต่ก็ยังคงวางใจในพระเป็นเจ้า โทบิตจึงภาวนาว่า "ข่าแต่พระเป็นเจ้าผู้ทรงยุติธรรม บัดนี้ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพเจ้า โปรดอย่าลงโทษเพราะบาปของข้าพเจ้าเวลานี้ ขอพระองค์ทรงกระทำต่อข้าพเจ้าตามแต่พอพระทัย โปรดเอาชีวิตข้าพเจ้าไปเสีย เพราะสำหรับข้าพเจ้าข้าพเจ้าตายดีกว่าเผชิญกับความทุกข์ที่เหลือจะทนทานต่อไป"

 

โทบิตขอร้องให้โทบิยาห์ให้ไปทวงเงินที่ฝากไว้กับเพื่อน

บัดนี้โทบิตอยู่ในวัยชราแล้ว นึกได้ว่าเคยฝากเงินกับเพื่อนชื่อว่า กาบะเอลไว้จำนวนหนึ่ง จึงเรียกโทบิยาห์มาหา และขอร้องให้โทบิยาห์เดินทางไปขอเงินคืน เพราะครอบครัวกำลังต้องการใช้เงิน แต่เนื่องจากโทบิยาห์ไม่รู้ทางไปที่อยู่ของกาบะเอล โทบิตจึงบอกให้โทบิยาห์ไปหาคนที่ไว้ใจได้และรู้จักหนทางให้เป็นผู้นำทาง

 

อัครเทวดาราฟาแอลผู้นำทางของโทบิยาห์

เมื่อโทบิยาห์เดินออกไปที่ถนน ก็พบชายคนหนึ่งชื่ออาสาริยาห์กำลังจะไปหางานทำ โทบิยาห์จึงถามเขาว่า "คุณรู้จักทางไปเมืองราเกสไหม?" อาสาริยาห์ตอบทันทีว่า "ผมรู้จักทางนี้เป็นอย่างดีเพราะเคยไปมาหลายครั้งแล้ว" โทบิยาห์จึงพาชายผู้นั้นไปหาบิดา เมื่อโทบิตได้พบกับอาสาริยาห์แล้ว โทบิตก็ตกลงใจให้อาสาริยาห์เป็นผู้นำทางให้แก่โทบิยาห์ ทั้งยังรับรองว่าหากนำบุตรชายกลับมาโดยสวัสดิภาพ เราจะให้ค่าจ้างสูงกว่าที่ตกลงกันไว้

เช้าวันรุ่งขึ้น โทบิยาห์อำลาบิดามารดาแล้วออกเดินทางไปกับอาสาริยาห์ มีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งขึ้นหน้าไปด้วยกันตลอดทาง เวลาเย็นทั้งสองก็มาถึงฝั่งแม่น้ำไทกริส โทบิยาห์ได้จุ่มเท้าลงไปในน้ำเพื่อจะล้างเท้า ทันใดนั้นเองปลาใหญ่ตัวหนึ่งก็ผุดขึ้นมา โทบิยาห์สะดุ้งตกใจอาสาริยาห์จึงสั่งให้โทบิยาห์จับปลานั้นไว้และลากมันขึ้นมาบนตลิ่ง และสั่งต่อไปว่า "ผ่าท้องตัดเอาดี หัวใจ และตับ เก็บไว้ เพราะดี หัวใจและตับปลาเป็นยาสรรพคุณ" ขณะที่เดินทางโทบิยาห์ถามอาสาริยาห์ว่า "ดี หัวใจ และตับปลา เป็นยาสรรพคุณอย่างไร?" อาสาริยาห์ตอบว่า "เมื่อเผาหัวใจและตับปลา ควันจะมีสรรพคุณรักษาโรคได้บางอย่าง เช่นโรคที่ถูกปีศาจรบกวน ส่วนดีปลานั้นใช้ทาตาที่มีเยื่อขาวปิดอยู่"

 

อาสาริยาห์จัดการให้โทบิยาห์แต่งงาน

เมื่อทั้งสองเดินทางไปใกล้เมืองเอกบาทานา อาสาริยาห์ได้เสนอให้โทบิยาห์ไปพักค้างคืนที่บ้านของรากูเอล ญาติผู้หนึ่งของโทบิยาห์และให้ขอซาราห์บุตรสาวของรากูเอลมาเป็นภรรยา โทบิยาห์ได้ฟังดังนั้นรู้สึกกลัว และกล่าวทัดทานว่า "มีข่าวลือไปทั่วว่า ซาราห์คนนี้เคยแต่งงานกับชายถึง 7 คนแล้ว และปีศาจได้ฆ่าสามีทั้ง 7 คนของนางตายเสีย ถ้าผมแต่งงานกับหล่อน จะไม่จบชีวิตอีกคนหนึ่งหรือ?" เมื่อทั้งสองไปถึงบ้านรากูเอล รากูเอลและภรรยาก็ออกมาต้อนรับ เมื่อรู้ว่าทั้งสองมาจากเมืองนีนะเวห์ จึงถามว่า "รู้จักโทบิตพี่ชายของผมไหม?" โทบิยาห์ตอบทันทีว่า  "ครับ ท่านเป็นพ่อของผมเอง" รากูเอลยินดียิ่งนักและได้เชื้อเชิญให้ทั้งสองร่วมรับประทานอาหารค่ำ ระหว่างรับประทานอาหารนั้น โทบิยาห์ อาสาริยาห์ได้ขอร้องรากูเอลเรื่องยกนางซาราห์มาเป็นภรรยา ที่สุดรากูเอลก็ตกลง และยกนางซาราห์ให้แก่โทบิยาห์

ตกค่ำรากูเอลเรียกคนใช้มาอย่างลับๆ ให้ขุดหลุมฝังศพให้แก่โทบิยาห์ เพราะคิดว่าโทบิยาห์คงต้องตายแน่ ส่วนโทบิยาห์นั้นได้นำภรรยาไปที่เตาไฟ ทิ้งหัวใจและตับปลาลงไปในกองไฟ ทันใดปีศาจก็หนีไปจากบ้านของรากูเอล โทบิยาห์และซาราห์จึงคุกเข่าลง ภาวนาของพระคุณพระเป็จเจ้า

รุ่งเช้าเมื่อทุกคนเห็นว่า โทบิยาห์ยังมีชีวิตอยู่ก็พากันดีใจสรรเสริญพระเป็นเจ้า รากูเอลขอให้โทบิยาห์ค้างแรมต่อไปสัก 14 วัน เพื่อความสบายใจของบุตรสาว หลังจากที่ต้องทุกข์ใจมาหลายปี บ่ายวันนั้นโทบิยาห์ได้ขอร้องอาสาริยาห์ให้ไปทวงเงินจากกาบะเอลที่เมืองราเกส และเชิญท่านให้มาร่วมงานวิวาห์มงคลพร้อมทั้งมอบใบฝากเงินให้เอาไปแสดงเป็นหลักฐาน

 

อาสาริยาห์ โทบิยาห์ และซาราห์ กลับไปนีนะเวห์

เมื่อครบ 14 วัน โทบิยาห์ได้พูดกับรากูเอลว่า "ป่านนี้มารดาคงกำลังเป็นห่วงผมแน่ บิดาก็แก่และตาบอดด้วย ผมเห็นจะต้องรีบกลับไปแล้ว" รากูเอลได้มอบทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งให้แกโทบิยาห์และซาราห์ ดังนั้นโทบิยาห์ ซาราห์ และอาสาริยาห์ จึงออกเดินทางมุ่งสู่เมืองนีนะเวห์ อาสาริยาห์ได้บอกกับโทบิยาห์ว่า "เราทั้งสองควรเดินทางนำหน้าไปก่อน เพื่อเตรียมจิตใจบิดามารดาให้ต้อนรับ ซาราห์ภรรยาของเธอ ส่วนซาราห์ให้ตามไปทีหลัง"

ส่วนบิดาของโทบิยาห์กำลังคอยบุตรชายด้วยความเป็นห่วง เช้าวันหนึ่งอันนานั่งอยู่ที่หน้าบ้านเฝ้าดูทางที่บุตรชายจะ กลับ นางเห็นชายหนุ่มสองคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ มีสุนัขนำทาง นางแน่ใจว่าเป็นบุตรชาย จึงร้องขึ้นว่า "ลูกกับเพื่อนมาแล้ว" แล้วจึงวิ่งไปต้อนรับพร้อมกับกล่าวว่า "บัดนี้แม่ตายตาหลับแล้ว เพราะได้เห็นหน้าลูกชายอีก"

โทบิตลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินโซเซจะไปหา โทบิยาห์จึงเดินตรงมาหาบิดา กอดรัดด้วยความรัก และ้วเป่าที่ดวงตาพร้อมกับกล่าวว่า "พ่อครับ ไว้ใจเถอะ" แล้วเอายาใส่ที่ตา ทิ้งไว้สักครู่หนึ่งและลอกเอาเยื่อขาวออก ทันใดนั้นตาของโทบิตก็กลับเป็นปกติ โทบิยาห์จึงเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางให้บิดามารดาฟัง โทบิตและอันนายินดีเหลือล้น และพากันไปต้อนรับซาราห์ที่ประตูเมือง ชาวนีนะเวห์ต่างแปลกใจมากที่เห็นโทบิตกลับเป็นปกติ โทบิตจึงบอกกับทุกคนว่า "ที่เขาหายได้เป็นเพราะพระเมตตาของพระเป็นเจ้า"

 

อาสาริยาห์แสดงตน

หลังจากนั้นโทบิตก็ได้นึกถึงอาสาริยาห์ซึ่งได้ช่วยเหลือครอบครัวของตนอย่างมากมาย จึงคิดจะยกทรัพย์สินที่ลูกได้ มาจากเอกบาทานาให้อาสาริยาห์ครึ่งหนึ่ง  อาสาริยาห์จึงแสดงตนโดยกล่าวว่า "ข้าพเจ้าคือราฟาแอล อัครเทวดาหนึ่งในจำนวนเจ็ดองค์ ซึ่งพร้อมเสมอที่จะเฝ้ารับใช้ต่อพระสิริมงคลพระเป็นเจ้า" และอาสาริยาห์ก็อันตรธานไป โทบิตและโทบิยาห์จึงร้องสรรเสริญพระเป็นเจ้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ได้ทรงกระทำกิจการอันน่าพิศวงแก่ครอบครัวตน